
ในยุคที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนลมหายใจเลยก็ว่าได้ เราต่างใช้งานเครือข่ายเพื่อทำทุกกิจกรรม ตั้งแต่การทำงาน การเล่นเกม ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ในความสะดวกสบายนี้กลับมีภัยคุกคามทางไซเบอร์แฝงตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อคุณเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย หนึ่งในเทคนิคที่ผู้ไม่หวังดีนิยมใช้คือการทำ Sniffing ซึ่งเปรียบเสมือนการ "ดักฟัง" ข้อมูลที่ส่งผ่านกันในโลกออนไลน์ หากคุณเคยใช้ Wi-Fi สาธารณะตามร้านกาแฟหรือสนามบินโดยไม่มีการป้องกัน คุณอาจกำลังตกเป็นเป้าหมายของภัยเงียบนี้โดยไม่รู้ตัว
Sniffing คืออะไร?
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Sniffing คือ การดักจับและตรวจสอบข้อมูล (Data Packets) ที่กำลังไหลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เปรียบได้กับการที่มีใครบางคนแอบไปยืนอ่านจดหมายของคุณในขณะที่บุรุษไปรษณีย์กำลังนำไปส่งนั่นเอง
นิยามของ Sniffing และการทำงานของ Packet Sniffer
การทำ Sniffing จะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "Packet Sniffer" ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยปกติแล้วเครื่องมือนี้มีประโยชน์สำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่าย (Network Administrator) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและตรวจสอบทราฟฟิก แต่ในทางกลับกัน แฮกเกอร์ก็นำเครื่องมือนี้มาใช้เพื่อดักจับข้อมูลส่วนตัวที่มีค่า

รูปแบบของ Sniffing
หลายคนสงสัยว่า Sniffing คือ ภัยคุกคามแบบใด คำตอบคือสามารถเป็นได้ทั้ง 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ผู้โจมตีเลือกใช้
Passive Attack
คือการดักจับข้อมูลเฉยๆ โดยไม่มีการแก้ไขข้อมูล เปรียบเหมือนการยืนฟังอยู่ห่างๆ ทำให้ตรวจจับได้ยากมาก
Active Attack
คือการที่ผู้โจมตีแทรกแซงเครือข่าย ส่งข้อมูลปลอมเข้าไปเพื่อล่อให้ข้อมูลไหลมาที่เครื่องของตนเอง ซึ่งถือเป็นรูปแบบการโจมตีที่รุนแรงกว่า
ประเภทของ Sniffing
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พี่วัวแบ่งประเภทของ Sniffing ตามลักษณะการทำงานบนระบบเครือข่ายดังนี้
การดักฟังใน Hub/Switch แบบเงียบๆ (Passive Sniffing)
รูปแบบนี้เกิดขึ้นในระบบเครือข่ายสมัยเก่าที่ใช้ Hub หรือในเครือข่าย Wi-Fi ที่ไม่มีการเข้ารหัส ข้อมูลทราฟฟิกทั้งหมดจะถูกส่งกระจายไปทุกเครื่องในเครือข่าย ผู้โจมตีเพียงแค่เปิดโหมด Promiscuous บนการ์ดแลน ก็สามารถดูข้อมูลที่วิ่งผ่านไปมาได้ทันทีโดยที่เหยื่อไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
การใช้เทคนิคอย่าง ARP Spoofing เพื่อหลอกข้อมูล (Active Sniffing)
ในเครือข่ายสมัยใหม่ที่ใช้ Switch ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปยังเครื่องเป้าหมายเท่านั้น ทำให้การดักจับแบบ Passive ทำได้ยาก แฮกเกอร์จึงต้องใช้เทคนิค Active Sniffing เช่น ARP Spoofing หรือ DNS Spoofing เพื่อหลอกระบบเครือข่ายว่าเครื่องของแฮกเกอร์คือเราเตอร์ ส่งผลให้ข้อมูลทั้งหมดต้องวิ่งผ่านเครื่องของแฮกเกอร์ก่อนจะไปถึงอินเทอร์เน็ตจริง
อันตรายจาก Sniffing ข้อมูลอะไรบ้างที่เสี่ยงถูกขโมย?
เมื่อเกิดการ Sniffing ขึ้น ข้อมูลทุกอย่างที่คุณรับ-ส่งในขณะนั้นจะมีความเสี่ยงทันที โดยเฉพาะหากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนั้นไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลที่รัดกุม
- Username และ Password: โดยเฉพาะการล็อกอินเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เป็น HTTPS
- ข้อมูลบัตรเครดิต: หมายเลขบัตร, วันหมดอายุ และรหัส CVV ที่ใช้ในการช้อปปิ้งออนไลน์
- อีเมลส่วนตัว: ข้อความแชท หรือเนื้อหาในอีเมลที่อาจมีความลับทางธุรกิจ
- กิจกรรมการเข้าชมเว็บไซต์: เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมหรือทำ ฟิชชิ่ง (Phishing) ในขั้นต่อไป
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการดักจับอาจถูกนำไปต่อยอดเพื่อสร้างฟิชชิ่งอีเมลที่ดูสมจริงมาก จนทำให้คุณเผลอกรอกข้อมูลสำคัญเพิ่มในหน้าเว็บไซต์ปลอม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาล

วิธีป้องกันตัวเองจากภัย Sniffing ให้ปลอดภัย
ถึงแม้ Sniffing จะดูน่ากลัว แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีที่ทำได้จริงและมีประสิทธิภาพ ดังนี้
การใช้งาน VPN (Virtual Private Network)
การใช้ VPN คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด เพราะ VPN จะทำการสร้าง "อุโมงค์เข้ารหัส" (Encryption Tunnel) ให้กับข้อมูลของคุณ แม้แฮกเกอร์จะดักจับข้อมูลไปได้ แต่สิ่งที่เขาเห็นจะเป็นเพียงรหัสที่อ่านไม่ออก ทำให้การทำ Sniffing ไร้ผลทันที
การสังเกตโปรโตคอล HTTPS (SSL/TLS)
ก่อนกรอกข้อมูลสำคัญ ควรตรวจสอบเสมอว่าเว็บไซต์นั้นขึ้นต้นด้วย HTTPS หรือมีสัญลักษณ์แม่กุญแจหรือไม่ เพราะนั่นหมายถึงข้อมูลระหว่างคุณกับเซิร์ฟเวอร์ได้รับการเข้ารหัสในระดับหนึ่งแล้ว
หลีกเลี่ยง Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรม
อันตรายจากการใช้ Wi-Fi สาธารณะ คือเราไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของเครือข่ายนั้น หรือมีใครแอบดักจับข้อมูลอยู่หรือไม่ หากจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ ควรเปิดใช้ VPN ควบคู่ไปด้วยเสมอเพื่อความปลอดภัย
การทำความเข้าใจว่า Sniffing คืออะไร และทำงานอย่างไร จะช่วยให้คุณตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ในโลกที่แฮกเกอร์พัฒนาเทคนิคใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การรู้จักป้องกันตนเองไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือการหมั่นสังเกตความผิดปกติขณะใช้งาน
ยกระดับความปลอดภัยมีตัวช่วยอย่าง BullVPN จะช่วยให้คุณใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าคุณจะเล่นเกม ทำงาน หรือทำธุรกรรมออนไลน์ BullVPN จะช่วยเข้ารหัสข้อมูลและปกปิดตัวตนของคุณ ทำให้รอดพ้นจากการทำ Sniffing และภัยคุกคามอื่นๆ บนโลกไซเบอร์
