pattern

Ransomware คืออะไร? รู้จักกับไวรัสเรียกค่าไถ่ และวิธีป้องกัน

     22

pattern

what-is-ransomware

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของทั้งบุคคลและองค์กร Ransomware คือหนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด เพราะเพียงคลิกลิงก์ผิดครั้งเดียวหรือเปิดไฟล์แนบจากฟิชชิ่งอีเมลก็อาจทำให้ไฟล์ทั้งหมดถูกเข้ารหัสและไม่สามารถใช้งานได้ ปัจจุบัน Ransomware virus ไม่ได้โจมตีเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ แต่ยังมุ่งเป้าไปยังธุรกิจขนาดเล็ก หน่วยงานภาครัฐ และผู้ใช้งานทั่วไป รู้ถึงวิธีป้องกันและรับมือจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้

Ransomware คืออะไร

Ransomware (มัลแวร์เรียกค่าไถ่) คือ มัลแวร์อันตราย (Malware) ประเภทหนึ่งที่อาชญากรไซเบอร์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการล็อกการเข้าถึง หรือ เข้ารหัส Encryption ไฟล์ข้อมูลสำคัญบนคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรืออุปกรณ์สมาร์ทโฟนของเหยื่อ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเปิดไฟล์หรือใช้งานอุปกรณ์นั้นได้ตามปกติ

เมื่อไฟล์ถูกเข้ารหัสเรียบร้อยแล้ว แฮกเกอร์จะแสดงหน้าต่างข้อความบนหน้าจอเพื่อเรียกค่าไถ่ โดยข่มขู่ให้เหยื่อจ่ายเงิน มักระบุให้จ่ายเป็นสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin เพื่อให้ยากต่อการติดตามตัว ภายในเวลาที่กำหนด เพื่อแลกกับกุญแจถอดรหัส Decryption Key ในการกู้คืนข้อมูลกลับมา

what-is-ransomware-protect-yourself-from-attacks

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Ransomware คือโปรแกรมอันตรายที่ใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานเป็นตัวประกัน แตกต่างจากไวรัสทั่วไปที่อาจสร้างความเสียหายต่อระบบหรือทำให้เครื่องทำงานผิดปกติ โดย Ransomware virus มีเป้าหมายหลักคือการเรียกผลประโยชน์ทางการเงินจากเหยื่อ

Ransomware virus ทำงานอย่างไร?

กระบวนการโจมตีของ Ransomware virus มักเกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนอย่างแนบเนียน เริ่มจากการแฝงตัวเข้าสู่ระบบผ่านช่องโหว่ต่างๆ ตามด้วยกระบวนการเข้ารหัสไฟล์ Encrypt ด้วยอัลกอริทึมที่ซับซ้อนจนซอฟต์แวร์ทั่วไปไม่สามารถกู้คืนได้ และสิ้นสุดด้วยการแสดงหน้าต่างเรียกค่าไถ่พร้อมระบุเงื่อนไขและระยะเวลาจำกัด

ช่องทางที่มัลแวร์เหล่านี้ใช้ในการเจาะระบบ

  • การส่งฟิชชิ่งอีเมล ที่แนบไฟล์หรือลิงก์อันตรายมาด้วย
  • การหลอกล่อให้คลิกลิงก์แปลกปลอมบนเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อนหรือแอปพลิเคชันที่มีการฝัง Malware หรือ Spyware แอบแฝง
  • การเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านช่องโหว่ความปลอดภัย โดยเฉพาะความเสี่ยงและอันตรายจากการใช้ Wi-Fi สาธารณะที่ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลรับส่ง

ประเภทของ Ransomware ที่พบบ่อยในปัจจุบัน

Crypto Ransomware

เป็นประเภทที่พบมากที่สุด โดยเน้นเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดภายในเครื่องและเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ข้อมูลไม่สามารถใช้งานได้ แม้ระบบปฏิบัติการยังเปิดได้ตามปกติ

Locker Ransomware

Locker Ransomware จะล็อกการใช้งานระบบปฏิบัติการหรือหน้าจอทั้งหมด ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานเครื่องได้ จนกว่าจะชำระค่าไถ่

RaaS (Ransomware as a Service)

RaaS หรือ Ransomware as a Service เป็นโมเดลธุรกิจของอาชญากรไซเบอร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ผู้พัฒนา Ransomware จะเปิดให้ผู้โจมตีรายอื่นเช่าใช้งานผ่านระบบสมาชิก โดยแบ่งรายได้จากค่าไถ่ ทำให้แม้ผู้ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคก็สามารถโจมตีเหยื่อได้ ส่งผลให้จำนวนการโจมตีทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นหากโดน Ransomware

ความเสียหายจากการโจมตีไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขเงินค่าไถ่ แต่ลุกลามเป็นวงกว้างทั้งในมิติของธุรกิจและส่วนบุคคล

  • สูญเสียข้อมูลสำคัญของบริษัท
  • ธุรกิจหยุดชะงัก ไม่สามารถให้บริการลูกค้า
  • ข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในอาจรั่วไหล
  • สูญเสียความน่าเชื่อถือขององค์กร
  • มีค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบสูง
  • อาจต้องเสียค่าไถ่หลายแสนหรือหลายล้านบาท

ความเสี่ยงระดับสูงหากตัดสินใจจ่ายเงินค่าไถ่ เพราะไม่มีการการันตีทางกฎหมายหรือสัญญาใดๆ ว่าแฮกเกอร์จะส่งกุญแจถอดรหัสคืนให้จริงตามสัญญา

the-impact-of-a-ransomware-attack

Ransomware วิธีป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยจากแฮกเกอร์?

ในการรับมือกับ Ransomware โดยสามารถดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติดังนี้

สำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ 

เก็บสำรองข้อมูลไว้ในสื่อบันทึกข้อมูล 3 ชุด บนสื่อที่แตกต่างกัน 2 ประเภท และแยกเก็บไว้นอกระบบ (Offline Backup) อย่างน้อย 1 ชุด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อแฮกเกอร์

อัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

การแพตช์ช่องโหว่ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอช่วยปิดกั้นเส้นทางที่มัลแวร์ใช้ในการเจาะระบบเข้ามาในอุปกรณ์

ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและ Endpoint Protection

เลือกใช้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจจับและสกัดกั้นพฤติกรรมแปลกปลอมตั้งแต่ก่อนที่ไฟล์จะถูกเข้ารหัส

ระวังอีเมล Phishing และลิงก์แปลกปลอม

ตรวจสอบผู้ส่งทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการเปิดเอกสารแนบหรือคลิกลิงก์ฟิชชิ่งจากแหล่งที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะข้อความที่สร้างความตื่นตระหนกหรือเร่งรัดให้ดำเนินการ

จัดอบรมพนักงาน (Security Awareness)

สร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่บุคลากรภายในองค์กร เพื่อลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนสำคัญ

หากตกเป็นเหยื่อของ Ransomware ไปแล้ว ควรทำอย่างไร?

เมื่อพบว่าอุปกรณ์ติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายแลน (LAN) เพื่อป้องกันไม่ให้มัลแวร์แพร่กระจายต่อไปยังเครื่องอื่นในวงแลนเดียวกัน จากนั้นให้รีบแจ้งทีมไอทีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญทุกสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ไม่ควรจ่ายค่าไถ่ เด็ดขาด เนื่องจากเป็นการสนับสนุนกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และไม่รับประกันว่าจะได้ข้อมูลคืน

ทำไมจึงไม่ควรจ่ายค่าไถ่?

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้จ่ายค่าไถ่ เพราะ

  • ไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับกุญแจถอดรหัส
  • ข้อมูลอาจถูกขายหรือเผยแพร่ต่อ
  • เป็นการสนับสนุนธุรกิจของอาชญากรไซเบอร์
  • มีโอกาสถูกโจมตีซ้ำในอนาคต

Ransomware เป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อข้อมูลและระบบของทั้งบุคคลและองค์กร การเรียนรู้วิธีรับมือกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Spyware, ฟิชชิ่ง รวมถึงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการใช้งาน Wi-Fi สาธารณะ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดโอกาสถูกโจมตีได้ นอกจากนี้การใช้งาน VPN เพื่อเข้ารหัสการเชื่อมต่อและเพิ่มความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ ยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมต่อเครือข่ายสาธารณะ สุดท้ายแล้ว Ransomware วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเตรียมพร้อมด้วยการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ อัปเดตระบบและซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด และติดตามความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์อยู่เสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ