pattern

Proxy คืออะไร? ต่างจาก VPN ยังไง เลือกแบบไหนให้ปลอดภัยกว่า

     27

pattern

what-is-a-proxy-how-is-it-different-from-a-vpn

ในยุคที่การไถโซเชียลหรือดูสตรีมมิ่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน หลายคนคงเคยเจอปัญหา "Content Not Available in Your Country" หรือโดนบล็อกการเข้าถึงเว็บไซต์บางอย่าง จนต้องมองหาเครื่องมือที่จะมาช่วยข้ามข้อจำกัดเหล่านี้

ชื่อของ Proxy มักจะลอยขึ้นมาคู่กับ VPN เสมอ แต่มันคืออะไร? ทำหน้าที่แบบไหน? แล้วต่างจาก VPN อย่างไร วันนี้พี่วัวจะมาเจาะลึกแบบเน้นๆ ให้หายสงสัย พร้อมเทคนิคอัปเกรด IP Address ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ไปดูกันเลย

Proxy คืออะไร?

เวลาเราท่องโลกอินเทอร์เน็ต ปกติเครื่องเราจะส่งคำขอ (Request) ไปยัง Server ของเว็บไซต์นั้นตรงๆ แต่ถ้าเราใช้ Proxy คือ การมี "ตัวกลาง" มาคั่นกลางระหว่างเรากับโลกภายนอก เปรียบเสมือนมีเลขาฯ ส่วนตัวที่คอยรับเมนูอาหารจากเราแล้วไปสั่งที่ร้านให้ โดยที่ร้านอาหารจะไม่เห็นหน้าเราเลย เห็นแต่หน้าเลขาฯ เท่านั้น

Proxy คืออะไร ในเชิงเทคนิค? มันคือ Server ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น Gateway ระหว่างผู้ใช้และอินเทอร์เน็ต เมื่อเรียกใช้งานเว็บไซต์ ตัว Proxy จะเป็นคนรับ Request นั้นไปจัดการต่อแทน ทำให้ฝั่งปลายทางเห็นเป็น IP Address ของ Proxy แทนที่จะเป็นเครื่องจริงของเรานั่นเอง

หลักการทำงานของ Proxy

การทำงานของมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดมันทำหน้าที่คัดกรองและส่งต่อข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกระบวนการหลักๆ คือการรับคำสั่งจากอุปกรณ์ที่เราใช้งาน แล้วตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นมี "สต็อก" (Cache) เก็บไว้ที่ตัวมันเองหรือเปล่า ถ้ามีข้อมูลที่เคยถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ วางรออยู่แล้ว มันก็จะส่งกลับให้เราทันทีโดยไม่ต้องไปดึงจาก Server จริงที่อยู่ไกลๆ ช่วยให้เราโหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้น

ขั้นตอนการทำงานของ Proxy

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองจินตนาการว่าการเข้าเว็บปกติเหมือนเราเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนตรงๆ แต่การใช้ Proxy คือการที่เราส่งจดหมายไปให้ "ตู้ไปรษณีย์กลาง" แล้วตู้หน้าบ้านนั้นจะเป็นคนส่งต่อให้เพื่อนแทน โดยที่เพื่อนจะไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้มากันแน่ มาลองไล่เรียงสเต็ปการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบกันว่ามันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง

1.User Request

คุณเริ่มจากการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์หรือคลิกดูหนังที่ต้องการผ่าน Browser (เหมือนคุณเขียนจดหมายจ่าหน้าซองถึงเว็บนั้น)

2. Interception

แทนที่จดหมายจะพุ่งไปหาเว็บปลายทางทันที มันจะถูกส่งไปที่ Proxy Server ก่อนเป็นด่านแรก เพื่อให้ Proxy ตรวจสอบความถูกต้อง

3. Processing 

Proxy จะรับจดหมายนั้นมา แล้วทำการเปลี่ยน IP Address ของคุณให้กลายเป็นเลขของตัวมันเอง เพื่อ ซ่อน IP Address จริงของคุณไว้ไม่ให้ฝั่งปลายทางสะกดรอยตามได้

4. Server Response

Proxy จะเป็นคนติดต่อกับเว็บไซต์ปลายทางให้เรา เมื่อได้รับข้อมูลกลับมา เช่น หน้าเว็บหรือไฟล์วิดีโอ มันก็จะเก็บข้อมูลนั้นไว้ในสต็อกชั่วคราวด้วย

5. Data Delivery

สุดท้าย Proxy จะส่งข้อมูลที่ได้รับมาทั้งหมดกลับมาแสดงผลที่หน้าจอของเรา เราจึงดูหนังหรือท่องเว็บได้ตามปกติโดยที่ปลายทางไม่รู้เลยว่าคุณคือใคร

proxy-step-by-step-process

ประเภทของ Proxy 

Proxy มีหลายประเภทและมีการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกประเภทจะช่วยให้ใช้งานได้ตรงจุดมากขึ้น

Forward Proxy

ตัวยอดฮิตที่ใช้ส่งข้อมูลจากภายในเข้าเว็บข้างนอก ต้องผ่านตัวนี้ก่อน มันจะเช็คว่าเว็บไหนเข้าได้ เว็บไหนโดนบล็อก

  • ใช้ควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในองค์กร / โรงเรียน
  •  ฝั่งผู้ใช้เป็นคนอยู่ “ข้างใน” ยิงออกไปข้างนอก

Transparent Proxy

ตัวกลางที่ไม่ได้ปกปิดตัวตนหรือ IP ของเรา ส่วนใหญ่ใช้จำกัดเนื้อหาในองค์กร ตัวนี้ทำงานเงียบ ๆ แบบที่เราไม่รู้ตัว มันไม่ซ่อน IP เรา และไม่ได้ปิดบังตัวตนอะไร

  • ส่วนใหญ่ใช้ในองค์กรหรือ ISP เพื่อกรองเว็บหรือแคชข้อมูล
  • ผู้ใช้แทบไม่รู้ว่ามี proxy ทำงานอยู่

Anonymous Proxy

อันนี้สายเน้นความเป็นส่วนตัว มันจะไม่ส่ง IP จริงของเราไปยังเว็บปลายทาง ทำให้เว็บไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนจริง ๆ

  • เหมาะกับคนที่ต้องการซ่อนตัวตนระดับหนึ่ง
  • แต่ไม่ได้เข้ารหัสลึกเท่า VPN เสมอไป

Reverse Proxy

อันนี้กลับด้านเลย ไม่ได้ปกป้องผู้ใช้ แต่ปกป้อง “เว็บเซิร์ฟเวอร์” มันอยู่หน้าบ้านของเว็บไซต์ คอยรับทราฟฟิกแทนเซิร์ฟเวอร์จริง

  • ช่วยกระจายโหลด (Load Balancing)
  • ช่วยกัน DDoS
  • เพิ่มความเร็วด้วยการแคชข้อมูล

types-of-proxies

Proxy ต่างจาก VPN อย่างไร?

หลายคนมักสับสนว่า Proxy และ VPN คือเรื่องเดียวกัน เพราะปลายทางมันช่วยให้เรามุดไปดูคอนเทนต์ต่างประเทศได้เหมือนกันเป๊ะ แต่ถ้าเจาะลึกจะพบว่ามันทำงานคนละชั้นกันเลย แม้คนข้างนอกจะจำคุณไม่ได้เหมือนกัน แต่ระดับความปลอดภัยนั้นต่างกันลิบลับ มาดูรายละเอียดกันว่า Proxy และ VPN  ต่างกันยังไง

1. ระดับการคุ้มครอง 

  • Proxy ทำงานในระดับ Application Level หมายความว่ามันจะคุ้มครองเฉพาะแอปที่ตั้งค่าไว้เท่านั้น เช่น ถ้าตั้งค่า Proxy ใน Chrome เฉพาะการท่องเว็บผ่าน Chrome เท่านั้นที่จะถูก ซ่อน IP Address แต่ถ้าเปิดแอปอื่นอย่าง Line หรือเล่นเกมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นจะยังวิ่งผ่านเน็ตปกติโดยไม่ผ่าน Proxy 
  • VPN ทำงานในระดับ Operating System (OS) Level เมื่อกด Connect ปุ๊บ มันจะสร้างอุโมงค์คลุม "ทั้งเครื่อง" ไม่ว่าคุณจะแอปไหนในเครื่อง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่าน VPN ทันที 100%

2. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล 

  • Proxy ส่วนใหญ่ทำหน้าที่แค่ส่งต่อข้อมูลเฉยๆ (Pass-through) โดยไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) หมายความว่าถ้ามีแฮกเกอร์มาดักจับข้อมูลกลางทาง เขายังพอมีสิทธิ์เห็นได้ว่าเรากำลังทำอะไร
  • VPN หัวใจหลักคือการสร้าง Encryption Tunnel ข้อมูลของจะถูกเข้ารหัสให้กลายเป็นชุดตัวเลขที่ซับซ้อนจนอ่านไม่ออกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ต่อให้มีผู้ไม่หวังดีดักจับข้อมูลไประหว่างทางได้ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพียงรหัสที่ถูกล็อคไว้ ซึ่งไม่สามารถถอดรหัสออกมาใช้ประโยชน์หรือนำไปดูต่อได้

3. ความเสถียรและการจัดการทราฟฟิก

  • Proxy มักจะหลุดง่ายกว่า เพราะไม่มีโปรโตคอลในการจัดการความเสถียรที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่ใช้เพื่อความเร็วและการเข้าถึงชั่วครั้งชั่วคราว
  • VPN ถูกออกแบบมาเพื่อการเชื่อมต่อที่ยาวนาน มีระบบคัดกรองโปรโตคอลที่หลากหลาย ทำให้เหมาะกับการสตรีมมิ่งหนังยาวๆ หรือการเล่นเกมที่ต้องการความเสถียรของ IP Address มากกว่า

ตารางเปรียบเทียบ Proxy vs VPN 

คุณสมบัติ

Proxy

VPN

ขอบเขตการทำงาน

เฉพาะแอป (เช่น Chrome, Firefox)

ครอบคลุมทุกกิจกรรมภายในเครื่อง

การเข้ารหัส 

ไม่มี

มีการเข้ารหัสระดับสูง (เช่น AES-256)

ความเป็นส่วนตัว

ปิดบัง IP จากเว็บปลายทางเท่านั้น

ปิดบัง IP และซ่อนกิจกรรมจากค่ายเน็ต (ISP)

ความเสถียร

ต่ำกว่า มีโอกาสหลุดง่าย

สูงกว่า ออกแบบมาเพื่อการเชื่อมต่อต่อเนื่อง

การตั้งค่า

ต้องตั้งค่าแยกรายแอป

กดปุ่มเดียวเชื่อมต่อได้ทั้งเครื่อง

ความปลอดภัย

เสี่ยงต่อการโดนโจมตีข้อมูล

ปลอดภัยจากการดักฟังข้อมูล 

เลือกใช้อันไหนดีให้เหมาะกับเรา?

หากแค่ต้องการเข้าเว็บที่โดนบล็อกทั่วไป หรืออยากให้โหลดหน้าเว็บเดิมๆ ไวขึ้นเพราะมีข้อมูลสต็อกไว้ Proxy ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง

แต่สำหรับคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ ชอบดูสตรีมมิ่ง เล่นโซเชียล หรือสายทำงานที่ต้องทำธุรกรรมผ่านเน็ต การเลือกใช้ VPN คือตอบโจทย์ เพราะ VPN ไม่ได้แค่เปลี่ยน IP Address แต่ยังปกป้องข้อมูลส่วนตัวไม่ให้รั่วไหลไปถึงมือคนอื่นอีกด้วย

hide-your-ip-address

ยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลและการเข้าถึงด้วย BullVPN

BullVPN ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล ผ่านระบบการเข้ารหัสที่ได้มาตรฐาน ช่วยปกป้องกิจกรรมออนไลน์ระหว่างการเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานโซเชียลมีเดีย หรือรับชมคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ

นอกจากการซ่อน IP Address เพื่อลดการติดตามจากเว็บไซต์ปลายทางแล้ว ยังช่วยลดข้อจำกัดบางประเภทจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และสนับสนุนการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกจำกัดพื้นที่ได้สะดวกขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยขั้นสุด Private VPN จาก BullVPN คืออีกขั้นของความเป็นส่วนตัว ด้วยเซิร์ฟเวอร์พิเศษแบบส่วนตัว (Private Server) ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานเฉพาะ ช่วยเพิ่มความเสถียร ลดความแออัดของทราฟฟิก และเสริมความมั่นใจในการปกป้องข้อมูลสำคัญได้มากยิ่งขึ้น

หากต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยระดับความเป็นส่วนตัว ความเสถียร และความอิสระที่มากกว่าเดิม การเลือกใช้ VPN ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจน พร้อมตัวเลือก BullVPN Private VPN ก็เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง