
ในยุคปัจจุบันที่การทำธุรกรรมและการใช้ชีวิตย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์เกือบ 100% ความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในปี 2026 นี้ รูปแบบการโจมตีของแฮกเกอร์และมิจฉาชีพมีความฉลาดและรวดเร็วขึ้นมาก ด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สุ่มเจาะข้อมูล ดังนั้นหากเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างรหัสผ่านที่ดี บัญชีออนไลน์สำคัญ ๆ ของเราไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันธนาคาร อีเมลส่วนตัว หรือโซเชียลมีเดีย ก็อาจถูกยึดไปได้อย่างง่ายดาย วันนี้พี่วัวจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมของการสร้างรหัสผ่าน เพื่อปกป้องทรัพย์สินดิจิทัลของเรากัน
ทำไมการสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัยจึงสำคัญ
หลายคนมักมองข้ามและคิดว่าบัญชีของตนเองไม่มีอะไรสำคัญที่แฮกเกอร์อยากได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทุกอย่างมีค่าในตลาดมืด การสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่งจึงเปรียบเสมือนการสร้างประตูดิจิทัลที่แน่นหนา เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเรา
รหัสผ่านคือด่านแรกของความปลอดภัย
เมื่อเราเข้าใช้งานโลกอินเทอร์เน็ต การตั้งรหัสคือปราการด่านแรกสุดที่คอยคัดกรองไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลของเราได้ การสร้างรหัสผ่านที่รัดกุมและยากต่อการคาดเดา จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ไปได้มากกว่า 80% ปัจจุบันผู้ใช้งานหลายคนมักจะตั้งคำถามยอดฮิตว่า เราควรจะเลือกตั้งรหัสผ่านอะไรดี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบของเราจะเป็น Password ที่ปลอดภัย และเป็น Password ที่เดายาก สำหรับโปรแกรมถอดรหัสอัตโนมัติ การใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการสร้างรหัสผ่าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องทำและห้ามละเลยเด็ดขาด
ผลเสียของการใช้รหัสผ่านซ้ำ
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าหากประตูรถยนต์ ประตูบ้าน และประตูที่ทำงานของเรา สามารถไขเปิดได้ด้วยกุญแจเพียงดอกเดียว จะเกิดความเสี่ยงร้ายแรงขนาดไหน? แน่นอนว่าหากแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบและเข้าถึงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของเราได้แล้ว เขาก็จะใช้วิธีการเดียวกันนี้สุ่มเข้าถึงบัญชีอื่น ๆ ทั้งหมดของเราทันที
ตัวอย่างภัยที่พบบ่อย ได้แก่
- ฟิชชิ่ง ที่คอยส่งลิงก์ปลอมมาหลอกให้เรากรอกข้อมูล
- ฟิชชิ่งอีเมล ที่มักปลอมแปลงเป็นธนาคารหรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ
- การนำรหัสผ่านที่หลุดจากเว็บหนึ่ง ไปลองเข้าสู่ระบบกับเว็บอื่น ๆ
หากยังมีพฤติกรรมการตั้งรหัสผ่านแบบซ้ำ ๆ กันในทุกบริการ บัญชีทั้งหมดของเราจะตกอยู่ในอันตรายทันที
ดังนั้น การสร้างรหัสผ่านให้มีความแตกต่างและเฉพาะเจาะจงในแต่ละเว็บไซต์ จึงเป็นกฎเหล็กข้อแรกที่จะช่วยไม่ให้ภัยฟิชชิ่งสร้างความเสียหายในวงกว้าง
วิธีสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุด
หากต้องการปรับปรุงระบบความปลอดภัยใหม่ และกำลังมองหาแนวทางการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อนำไปปรับใช้งาน ต่อไปนี้คือหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากลที่สามารถนำไปใช้ในการสร้างรหัสผ่านใหม่ได้ทันที
ความยาวของรหัสผ่าน
หัวข้อที่ผู้คนมักจะค้นหาและสงสัยกันมากที่สุดก็คือ Password ควรมีกี่ตัว ถึงจะปลอดภัย? ในอดีตการตั้งความยาวเพียง 8 ตัวอักษรอาจจะเพียงพอ แต่สำหรับปี 2026 นี้ ด้วยพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์และ AI แนะนำว่ารหัสผ่านที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 16 ตัวอักษรขึ้นไป ยิ่งรหัสมีความยาวมากเท่าไหร่ จำนวนรูปแบบที่ต้องสุ่มก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้โปรแกรมแฮกเกอร์ต้องใช้เวลาแกะรหัสยาวนานขึ้นจนแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อคิดจะตั้งรหัสผ่านในครั้งต่อไป ให้เน้นไปที่ความยาวของตัวอักษรก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ได้มาซึ่งการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุด
ผสมตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์
องค์ประกอบภายในรหัสก็มีความสำคัญไม่แพ้ความยาว การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุดจะต้องไม่มีการเรียงตัวอักษรแบบธรรมดา
การสร้างรหัสผ่านที่ได้มาตรฐานสากล ควรประกอบไปด้วยการผสมผสานระหว่าง
- ตัวเลข เช่น 0-9
- เครื่องหมายอักขระพิเศษหรือสัญลักษณ์ เช่น @, $, !, ^
- ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์เล็ก
- ตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่
และที่สำคัญคือไม่ควรใช้ตัวอักษรหรือตัวเลขที่ซ้ำกันติด ๆ กัน เพื่อให้มั่นใจว่ารหัสชุดนั้นจะเป็น Password ที่เดายาก และเป็น Password ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

หลีกเลี่ยงข้อมูลส่วนตัว
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือการตั้งรหัสโดยนำข้อมูลรอบตัวที่เดาได้ง่ายมาใช้ เช่น
- วันเดือนปีเกิด
- เบอร์โทรศัพท์
- ชื่อจริง
- นามสกุล
- ชื่อ Account ของเราเอง
แฮกเกอร์ในปัจจุบันฉลาดมาก พวกเขาจะใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียของเรา หรือใช้วิธีหลอกถามผ่านเทคนิคฟิชชิ่ง รวมถึงส่งข้อความปลอมแปลงทางฟิชชิ่งอีเมล เพื่อนำข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มาทดลองสุ่มรหัส
ดังนั้น ในขั้นตอนการสร้างรหัสผ่าน ต้องตัดข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ออกไปอย่างเด็ดขาด
ใช้รหัสไม่ซ้ำกันทุกบัญชี
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า กุญแจหนึ่งดอกควรใช้กับแม่กุญแจเพียงตัวเดียวเท่านั้น การสร้างรหัสผ่านให้มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทุก ๆ บัญชีบริการ จะช่วยจำกัดความเสียหายหากเกิดกรณีข้อมูลรั่วไหลจากเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง นอกจากนี้ ควรเปิดใช้งานระบบการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน หรือ 2FA ร่วมด้วยเสมอในทุกบัญชีที่รองรับ เพราะ 2FA จะช่วยสร้างเกราะป้องกันชั้นที่สอง แม้ว่าแฮกเกอร์จะได้รหัสผ่านไป ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบของเราได้ หากไม่มีรหัสยืนยันจากอุปกรณ์ส่วนตัวของเรา
ตั้งรหัสผ่านอะไรดี?
สำหรับใครที่ยังติดปัญหาและคิดไม่ตกสักทีว่าจะเลือกตั้งรหัสผ่านอะไรดี ให้ทั้งปลอดภัยและตัวเราเองก็ยังสามารถจดจำได้โดยไม่สับสน วันนี้พี่วัวมีไอเดียสร้างสรรค์ในการสร้างรหัสผ่านมาแนะนำ
ตัวอย่างรหัสผ่านที่ไม่ควรใช้
ก่อนที่จะไปดูรหัสที่ดี เราต้องมาตรวจสอบรหัสที่แย่กันก่อน
รหัสผ่านประเภทยอดฮิตตลอดกาล เช่น
- 12345678
- password
- qwerty
- คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานที่เปิดเจอได้ในพจนานุกรม
- รหัสที่ตั้งเลียนแบบตามชื่อไอดีล็อกอิน

สิ่งเหล่านี้ไม่จัดว่าเป็น Password ที่เดายากเลยแม้แต่น้อย และเป็นเป้าหมายแรก ๆ ที่จะถูกเจาะระบบด้วยโปรแกรมพจนานุกรม หรือ Dictionary Attack หากกำลังสร้างรหัสผ่านในรูปแบบเหล่านี้อยู่ ควรรีบเปลี่ยนโดยด่วน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการทำฟิชชิ่ง
ตัวอย่างแนวคิดรหัสผ่านที่ปลอดภัย
เมื่ออ่านกฎเกณฑ์การตั้งรหัส ทั้งตัวพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์แล้ว หลายคนคงรู้สึกว่ามันซับซ้อนและยุ่งยากใช่หรือไม่? เพราะนอกจากขั้นตอนการสร้างรหัสผ่านจะยากแล้ว การจดจำให้ออกในเวลาที่ต้องการใช้งานจริงก็ยากยิ่งกว่า วิธีการแก้ไขปัญหานี้ง่าย ๆ คือการใช้แนวคิดแบบ “Passphrase” หรือการสร้างประโยคยาว ๆ ที่จำได้แม่นยำ แล้วนำอักษรตัวแรกของแต่ละคำมารวมกันเป็นตัวย่อ
ตัวอย่างเช่น ประโยคที่ชอบ
“I have 3 pink goats and 5 cats in the house.”
เมื่อนำอักษรตัวแรกและตัวเลขมาต่อกัน ก็จะได้รหัสผ่านหน้าตาแปลก ๆ ดังนี้
Ih3pga5cith
รหัสแบบนี้ถอดรหัสได้ยากมาก แต่เราจำได้ง่ายเพราะมีประโยคในใจ ถือเป็น Password ที่ปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมมาก
ในขณะที่กำลังสร้างรหัสผ่านใหม่ เรายังสามารถเติมความสนุกสนานและสัญลักษณ์พิเศษเพิ่มเข้าไป เพื่อให้กลายเป็น Password ที่เดายากขึ้นไปอีกระดับ
เช่น การตั้งแบบไร้ความหมายเด่นชัดอย่าง
e$!gjelgiuy^
แม้จะดูเหมือนไม่มีทิศทาง แต่มันคือเกราะกำบังชั้นดีที่ช่วยปกป้องเราจากแฮกเกอร์และภัยร้ายจากฟิชชิ่งอีเมลได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ควรเลี่ยงเมื่อตั้งรหัสผ่าน
เรามาตรวจสอบพฤติกรรมเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงทำอยู่ ซึ่งส่งผลให้ระบบการป้องกันดิจิทัลล้มเหลว
ใช้รหัสเดิมทุกเว็บ
พฤติกรรมการใช้รหัสผ่านชุดเดียวเชื่อมโยงไปในทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่เว็บช้อปปิ้งออนไลน์ไปจนถึงอีเมลสมัครงาน ถือเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งระบบล่มหรือข้อมูลหลุด แฮกเกอร์จะนำรหัสชุดนั้นไปทดลองล็อกอินกับแพลตฟอร์มสำคัญอื่น ๆ ทันที ยิ่งถ้าหากพลาดไปคลิกลิงก์ปลอมจากภัยฟิชชิ่งอีเมล บัญชีทั้งหมดอาจจะจะถูกแฮกพร้อมกันในพริบตา การสร้างรหัสผ่านแยกขาดจากกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของแนวทางการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุด
ใช้ข้อมูลส่วนตัว
การตั้งรหัสโดยอาศัยความสะดวก เช่น ใช้ชื่อสัตว์เลี้ยง คู่รัก อพาร์ทเม้นท์ หรือเลขท้ายบัตรประชาชน ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถสืบค้นและส่องดูได้ง่ายตามสื่อโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน แฮกเกอร์สามารถทำจิตวิทยาทางสังคม หรือ Social Engineering ร่วมกับการส่งข้อความฟิชชิ่ง เพื่อหลอกเอาข้อมูลเหล่านี้มาเดารหัสของเราได้อย่างง่าย ทำให้รหัสที่เราตั้งไม่จัดว่าเป็น Password ที่เดายากอีกต่อไป
เปลี่ยนเลขท้ายอย่างเดียว
อีกหนึ่งวิธีขี้เกียจยอดฮิตคือ การสร้างรหัสผ่านหลักไว้ชุดหนึ่ง แล้วใช้วิธีเปลี่ยนเฉพาะตัวเลขท้ายตามปี พ.ศ. หรือตามชื่อเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น ตั้งรหัสหลักว่า
- MySecret@
- แล้วเปลี่ยนเป็น
- MySecret@2025
- พอเข้าปีใหม่ก็เปลี่ยนเป็น
- MySecret@2026
วิธีนี้ระบบอัลกอริทึมของแฮกเกอร์สามารถตรวจจับรูปแบบการตั้งรหัสได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถือว่าเป็น Password ที่เดายาก และไม่ใช่ Password ที่ปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย
เปิดบันทึกรหัสผ่านอัตโนมัติบนเครื่องสาธารณะ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งข้อผิดพลาดสำคัญคือการเปิดระบบบันทึกรหัสผ่านอัตโนมัติบนเบราว์เซอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ การปิดโหมดการกรอกแบบอัตโนมัติ หรือ Autofill จะช่วยป้องกันข้อมูลของเราได้เป็นอย่างดีเมื่อลงชื่อออกจากระบบไปแล้ว และตัวเราไม่ได้อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะหากต้องแชร์เครื่องกับผู้อื่น หากจำเป็นต้องลุกไปทำธุระส่วนตัวนอกบ้านในระยะเวลาอันสั้น ควรใช้วิธี Sleep หรือล็อกหน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไว้เสมอ จนกว่าจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง
วิธีปิดฟีเจอร์บันทึกรหัสผ่านอัตโนมัติบนเบราว์เซอร์
สำหรับ Google Chrome / Microsoft Edge
ให้คลิกที่ไอคอนเมนูการตั้งค่า หรือ Settings > เลือกไปที่โปรไฟล์ หรือ Profiles > คลิกที่เครื่องมือจัดการรหัสผ่าน หรือ Password Manager > จากนั้นทำการปิดตัวเลือก “เสนอให้บันทึกรหัสผ่าน” หรือ Offer to save passwords และ “ลงชื่อเข้าใช้โดยอัตโนมัติ” หรือ Auto Sign-in
สำหรับ Firefox
ให้คลิกที่ปุ่มเมนู > เลือกการตั้งค่า หรือ Settings > ไปที่แถบความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย หรือ Privacy & Security > เลื่อนลงมาที่หัวข้อข้อมูลเข้าสู่ระบบและรหัสผ่าน แล้วเอาเครื่องหมายถูกออกจากช่อง “ถามเพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบและรหัสผ่านสำหรับเว็บไซต์” หรือ Ask to save logins and passwords for websites
ควรเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยแค่ไหน?
ในอดีต ระบบปฏิบัติการมักจะมีการตั้งค่าเพื่อบังคับหรือแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนรหัสผ่านอยู่บ่อย ๆ เช่น ในระบบปฏิบัติการ Windows เราสามารถเข้าไปตั้งค่าการเปลี่ยนรหัสผ่านเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ผ่านตัวเลือกรหัสผ่านใน Local Security Policy โดยเลือกไปที่ Password Policy ภายใต้ Account Policies จากนั้นคลิกสองครั้งที่ Maximum password age ที่อยู่ทางขวามือ เพื่อกรอกจำนวนวันที่ต้องการใช้รหัสผ่านก่อนจะหมดอายุแล้วคลิก OK แต่ด้านความปลอดภัยในปี 2026 นี้ระบุชัดเจนว่า หากสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่งตั้งแต่แรก และมีการเปิดใช้งานระบบล็อกสองชั้นอย่าง 2FA การบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านทุก ๆ 3 เดือนโดยไม่มีเหตุจำเป็น อาจทำให้ผู้ใช้งานหันไปใช้วิธีเปลี่ยนเลขท้ายแบบง่าย ๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อความปลอดภัยมากกว่าเดิม ยกเว้นในกรณีที่พบความเสี่ยง หรือระบบแจ้งเตือนว่าโดนภัยฟิชชิ่งคุกคาม จึงค่อยทำการเปลี่ยนรหัสใหม่
Password Manager และ Passkey
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความยุ่งยากและลดภาระในการจดจำของผู้ใช้งาน เมื่อเราจำเป็นต้องสร้างรหัสผ่านที่มีความยาวและไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละเว็บไซต์ เทคโนโลยีในปัจจุบันจึงได้พัฒนาเครื่องมือล้ำสมัยเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก
Password Manager คืออะไร
หากกังวลว่าจะลืมรหัสผ่าน ปัจจุบันมีโปรแกรมจัดการรหัสผ่าน หรือ Password Manager ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงมากมายให้เลือกใช้งานเพื่อเก็บรักษาข้อมูลล็อกอินของเรา
มันทำหน้าที่เสมือนตู้เซฟอัจฉริยะส่วนตัว โดยมีผู้ให้บริการยอดนิยมระดับโลก เช่น
- 1Password
- LastPass
- Roboform
สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่การจดจำรหัสผ่านหลักเพียงชุดเดียว หรือ Master Password เพื่อเปิดเข้าใช้งานตัวโปรแกรม จากนั้นระบบจะทำหน้าที่คิดคำนวณให้เองว่าควรจะตั้งรหัสผ่านอะไรดี พร้อมทั้งสุ่มและสร้างรหัสผ่านที่เป็น Password ที่เดายาก และเป็น Password ที่ปลอดภัยสูงสุดให้กับเราในทุก ๆ เว็บไซต์โดยอัตโนมัติ วิธีนี้สอดคล้องกับหลักการการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ
Passkey คืออะไร
Passkey คือ นวัตกรรมการเข้าสู่ระบบแห่งอนาคตที่ไม่ต้องมีการตั้งรหัสเป็นข้อความ แต่จะใช้ระบบสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือบนอุปกรณ์ส่วนตัวของเราแทน ปลอดภัยกว่าการสร้างรหัสผ่านแบบเก่า ป้องกันภัยจากการโจมตีประเภทฟิชชิ่งอีเมลได้ 100%
เทคโนโลยี “Passkey” ได้ก้าวเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะมาทดแทนการตั้งรหัสผ่านรูปแบบเดิม ๆ ไปโดยสิ้นเชิง แต่จะอาศัยกลไกการเข้ารหัสลับคู่กุญแจ ร่วมกับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพบนอุปกรณ์ของเรา เช่น
- การสแกนลายนิ้วมือ
- การสแกนใบหน้า หรือ Face ID
- รหัสล็อกหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
เทคโนโลยีนี้ช่วยตัดวงจรภัยคุกคามจากกลุ่มฟิชชิ่งและฟิชชิ่งอีเมลได้อย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีข้อมูลรหัสผ่านที่เป็นข้อความหลุดออกไปให้แฮกเกอร์สามารถดักจับหรือขโมยไปได้เลย ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้เราหมดกังวลเรื่องการตั้งรหัสในอนาคต
วิธีตรวจสอบว่ารหัสผ่านแข็งแรงหรือไม่
หลังจากที่ได้ทำการสร้างรหัสผ่านชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถประเมินความแข็งแกร่งของรหัสได้ง่าย ๆ โดยใช้ระบบ Password Checker ที่มักจะมีมาให้พร้อมกับโปรแกรมจัดการรหัสผ่าน หรือตรวจสอบผ่านระบบความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในเบราว์เซอร์ปัจจุบัน ระบบจะทำการเปรียบเทียบข้อมูลรหัสที่เราตั้งรหัสผ่านไว้ กับฐานข้อมูลเหตุการณ์เว็บรั่วไหลทั่วโลก
หากพบว่ารหัสตรงกับชุดข้อมูลที่เคยหลุดไปในอดีต หรือมีความเสี่ยงต่ำเกินไป ระบบจะแจ้งเตือนให้รีบเปลี่ยนรหัสทันที พร้อมกับแนะนำให้เปิดระบบ 2FA เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขั้นสูงสุดในการใช้งาน
FAQ
รหัสผ่านควรมีกี่ตัว
สำหรับคำถามที่ว่า Password ควรมีกี่ตัว ถึงจะปลอดภัยในปัจจุบัน คำตอบตามมาตรฐานปี 2026 คือ ควรมีความยาวอย่างน้อย 16 ตัวอักษรขึ้นไป
ยิ่งตั้งให้ยาวและซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เป็น Password ที่เดายาก และช่วยยกระดับสู่การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุด
ตั้งรหัสผ่านอะไรดี
หากไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งรหัสผ่านอะไรดี แนะนำให้หลีกเลี่ยงคำศัพท์ธรรมดา แล้วหันมาใช้แนวคิดจำประโยคยาว ๆ แล้วดึงอักษรตัวแรกมาผสมกับตัวเลขและสัญลักษณ์พิเศษ เพื่อสร้างรหัสผ่านที่เป็น Password ที่ปลอดภัย หรือเลือกใช้ Password Manager สุ่มรหัสให้ ก็จะสะดวกและปลอดภัย
Password Manager ปลอดภัยไหม
โปรแกรมจัดการรหัสผ่านชั้นนำระดับโลกมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่หนาแน่นและปลอดภัยสูงมาก หรือ Zero-Knowledge Architecture ช่วยให้สามารถตั้งรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องปวดหัวกับการจำ
นอกจากนี้ยังช่วยปิดช่องโหว่จากการโดนหลอกลวงด้วยภัยฟิชชิ่ง และช่วยให้การสร้างรหัสผ่านใช้งานในชีวิตประจำวันปลอดภัยขึ้นหลายเท่าตัว
วิธีสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อนตามหลักเกณฑ์การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยที่สุด ควบคู่ไปกับการเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบ 2FA ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทำการตั้งรหัสผ่านไว้อย่างดีเยี่ยม และรู้วิธีการตั้งรหัสที่รัดกุมแล้ว แต่อีกหนึ่งสิ่งที่จะช่วยยกระดับและเติมเต็มการปกป้องข้อมูลจากการถูกดักจับระหว่างทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็คือการเลือกใช้งานระบบ VPN ที่ได้มาตรฐาน
พี่วัวแนะนำ BullVPN VPN ที่มี Routing เฉพาะตัว ที่จะทำให้ข้อมูลของคุณถูกเข้ารหัสไว้ทั้งหมด ป้องกันการถูกขโมยข้อมูลจากแฮกเกอร์และการถูกดักจับข้อมูลสำคัญ ทำให้การท่องโลกอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างอิสระ ทะลุบล็อกเว็บไซต์ และปกปิดตัวตนของคุณบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเดินทางไปใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ไหน BullVPN จะช่วยดูแลความปลอดภัยให้คุณเอง
