ตั้งรหัสผ่านอย่างไร ให้ปลอดภัย?

เทคนิคการตั้งรหัสผ่าน (Password) ให้ปลอดภัย 7 ข้อ

how-to-create-a-strong-password

1. สร้างรหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับบริการที่ต่างกัน

ลองนึกดูว่าถ้าหากประตูรถ, ประตูบ้าน, และประตูสำนักงานสามารถเปิดได้ด้วยกุญแจดอกเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น มันค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้วว่า ถ้าหากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงในพื้นที่หนึ่งได้แล้ว เขาก็จะสามารถเข้าถึงอีกที่หนึ่งได้เช่นกัน ดังนั้นคุณจึงควรมีกุญแจที่แตกต่างกันสำหรับแม่กุญแจที่แตกต่างกัน

2. เปลี่ยนรหัสผ่านของคุณอยู่เสมอ

แนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านของคุณอยู่เป็นประจำ แอปพลิเคชันบางตัวมีการตั้งค่าที่จะคอยเตือนคุณให้เปลี่ยนรหัสผ่านอยู่บ่อย ๆ เช่น ถ้าหากคุณใช้ Windows คุณจะสามารถเลือกการเปลี่ยนรหัสผ่านเข้าสู่ Windows อยู่เป็นประจำได้โดยใช้ตัวเลือกรหัสผ่านใน Local Security Policy เพียงแค่เลือกไปที่ Password Policy ซึ่งอยู่ใต้ Account Policies คลิกสองครั้งที่ Maximum password age ที่อยู่ทางด้านขวา กรอกจำนวนวันที่คุณต้องการใช้รหัสผ่าน แล้วคลิกที่ OK นี่จะเป็นการแจ้งเตือนคุณให้เปลี่ยนรหัสผ่าน

3. เลือกรหัสผ่านที่เหมาะสม:

รหัสผ่านควรมีความยาวอย่างน้อย 16 ตัวอักษร และมีทั้งตัวเลข, เครื่องหมาย, ตัวพิมพ์เล็ก, ตัวพิมพ์ใหญ่ และช่องว่า และไม่ควรซ้ำกันหรือเป็นคำหรือ ID

มันฟังดูค่อนข้างซับซ้อนใช่หรือไม่? มันไม่ใช่ยุ่งยากเพียงแค่การสร้างมันขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังยากต่อการจดจำอีกด้วย

วิธีการหนึ่งที่จะสร้างรหัสผ่านที่ยอดเยี่ยมที่คุณจะสามารถจดจำได้คือการแกะออกมาจากประโยค:

ตัวอย่างเช่น “I have 3 pink goats and 5 cats in the house.” ดังนั้นจึงได้รหัสผ่านเป็น: Ih3pga5cith ในขณะที่กำลังสร้างรหัสผ่านใหม่ คุณอาจใส่ความสนุกสนานลงไปด้วยได้เช่นกัน

4. เลือกใช้การยืนยันแบบสองขั้นตอน:

Gmail และ Facebook มีวิธีการที่จะช่วยเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยให้กับคุณ เมื่อทำการลงชื่อเข้าใช้ คุณเพียงแค่กรอกรหัสที่ได้รับทางโทรศัพท์ลงไปเท่านั้น นี่เป็นวิธีการที่ฉลาดและรวดเร็ว

 how-to-create-a-strong-password

5. ปิดการใส่ชื่อและรหัสผ่านแบบอัตโนมัติ:

การปิดการกรอกแบบอัตโนมัติ

จะช่วยคุณได้มากเมื่อคุณได้ทำการลงชื่อออกไปแล้วและคุณไม่ได้อยู่ตรงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ มันดูค่อนข้างน่าเบื่อที่จะต้องกรอกรหัสผ่านที่ซับซ้อนนั้นทุกครั้งเมื่อคุณออกไปจากหน้าจอของคุณเป็ระยะเวลาไม่กี่นาที แต่สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเมื่อคุณกำลังใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือแชร์เครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้อื่น

ในการปิดฟีเจอร์นี้บน Internet Explorer

คลิก Tools > Internet Options > Content, และเลือกปุ่ม Settings ในส่วนของ AutoComplete ลบเครื่องหมายออกจากชื่อและรหัสผ่าน คลิก OK และเลือกไปที่แท็บ General คลิกที่ Delete > Delete Passwords คลิก Close และ OK ลบเครื่องหมายออกจากชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านบนฟอร์มในการตั้งค่า AutoComplete  ของ Internet Explorer

ใน Firefox

เพียงแค่คลิกที่ Tools > Clear Private Data (หรือกด Ctrl-Shift-Delete), ทำเครื่องหมายในทุกช่องและคลิกที่ Clear Private Data Now

ใน Google Chrome

คลิกที่ปุ่มเมนูของ Chrome > เลื่อนลงมาด้านล่างสุดของหน้าการตั้งค่า และคลิกที่ Show advanced settings > เลื่อนลงมาและไปที่ส่วนของ Passwords and forms  > ลบเครื่องหมายออกจากตัวเลือก Enable Autofill…

6. ใช้งานโปรแกรมจัดการรหัสผ่าน

มีโปรแกรมจัดการรหัสผ่านมากมายให้เลือกใช้งานและเก็บล็อกอินของคุณ มันเหมือนกับการมีตัวเก็บความจำติดตัวไปด้วยกับคุณ โดยจะมีตัวเลือก 1Password, LastPass, Roboform คุณต้องจดจำเพียงแค่รหัสผ่านมาสเตอร์เพื่อล็อกอินไปยังตัวโปรแกรมจัดการรหัสผ่านเท่านั้น

7. จงอย่าส่งรหัสผ่านของคุณทางอีเมลหรือบอกผ่านทางโทรศัพท์:

คุณจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าจะมีใครมาแอบฟังคุณอยู่หรือไม่ ลองนึกดูว่าถ้าบ้านของคุณเต็มไปด้วยของมีค่ามากมาย แล้วคุณลืมล็อกประตู จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่เดินผ่านไปมา รหัสผ่านออนไลน์ก็เหมือนกุญแจเข้าบ้านคุณ คุณจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าโลกของคุณถูกล็อคไว้อย่างปลอดภัย

"e$!gjelgiuy^" ดูเหมือนเป็นคำที่ไม่มีความหมายใด ๆ แต่การสร้างรหัสผ่านแบบนี้สามารถช่วยปกป้องคุณจากผู้ก่อกวนบนโลกออนไลน์ได้

**เมื่อคุณตั้งรหัสผ่านให้มีความปลอดภัยแล้ว คุณควรเชื่อมต่อ VPN เพิ่มความปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ตด้วย

เราแนะนำ BullVPN ข้อมูลของคุณจะถูกเข้ารหัสไว้ทั้งหมด ป้องกันจากแฮกเกอร์และถูกดักจับข้อมูลสำคัญ ท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างอิสระ ทะลุบล็อกเว็บไซต์ ปกปิดตัวตนของคุณบนโลกออนไลน์ www.bullvpn.com